|
หลังจากที่คณะกรรมการของ Cannes Lions International Advertising Festival 2006 มีมติตัดสินมอบรางวัล Titanium Lions* อันทรงเกียรติให้กับผลงานที่ชื่อว่า Design Barcode ไปในงานที่จัดขึ้นเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ชีวิตของแถบสีขาวดำเล็กๆ ที่เรียกว่า บาร์โค้ด ก็เปลี่ยนไป
จากอดีตที่เคยถูกมองเป็นเพียงตัวถ่วงความเจริญหูเจริญตาของงานออกแบบหีบห่อ เป็นสิ่งรบกวนสายตาที่ต้องซ่อนไว้ที่มุมล่างสุดด้านหลัง และเป็นวัตถุมีประโยชน์ที่ไร้ความสวยงาม ซึ่งไม่ควรคู่กับการถูกมองของสายตาคู่ใดๆ ยกเว้นสายตาของสาวแคชเชียร์ประจำช่องชำระเงินตามซูเปอร์มาร์เก็ตเท่านั้น แต่ทุกวันนี้บุคคลในวงการโฆษณาและออกแบบสื่อการตลาดทั้งหลายกลับปฏิบัติต่อบาร์โค้ดเปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มหันมามองบาร์โค้ดบ่อยขึ้น ให้ความสนใจกับบาร์โค้ดมากขึ้น วางบาร์โค้ดอย่างออกหน้าออกตาไว้ที่ด้านหน้าของหีบห่อ และหลายๆ คนถึงขนาดหันมาใช้บาร์โค้ดเป็นจุดดึงดูดสายตากันเลยทีเดียว
------------------------------------------------------------------------------------กรอบหน้าแรก--------------------------------------------------------------------------
อะไรเหรอ Titanium Lions ?
แรกเริ่มเดิมทีรางวัล Titanium Lions เกิดขึ้นในฐานะรางวัลพิเศษที่มอบให้แก่งานโฆษณาที่ทะลายกำแพงการโฆษณาแบบเดิม ๆ และแสดงให้เห็นถึงความรุดหน้าของวงการโฆษณา ด้วยการเล่นกับ Gimmic ใหม่ๆ ในการใช้สื่อผสม
แต่ปัจจุบัน Titanium Lions ได้กลายเป็นรางวัลประจำของ Cannes Lions ไปแล้ว ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาได้มอบให้แก่งานโฆษณาที่ใช้สื่อแบบบูรณาการ หรือ Integrated Communication Campaign ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงการก้าวไปสู่ยุค No Boundary Advertising ของอุตสาหกรรมโฆษณาอย่างแท้จริง แต่ในปีนี้ Titanium Lions กรรมการตัดสินได้กลับไปใช้เกณฑ์การตัดสินเดิม ทำให้ Design Barcode เป็นผลมงานเพียงชิ้นเดียวที่ได้รับรางวัล โดยกรรมการมองว่า เป็นงานที่ท้าทายบรรทัดฐานเดิมๆ
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังชีวิตใหม่ของบาร์โค้ดก็คือ บริษัท DESIGN BARCODE แห่งกรุงโตเกียว ผู้ซึ่งเล็งเห็นปมด้อยอันน่าสงสารของบาร์โค้ด แต่แทนที่จะปฏิเสธมันเหมือนนักออกแบบคนอื่นๆ พวกเขากลับยินที่จะช่วยกันหาวิธีทำให้บาร์โค้ดมีชีวิตที่ดีขึ้น
Minoru Yoshida, Takamitsu Kamakura และ Yoshinori Hiraide - 3 ต้นคิดของโครงการแปลงโฉมบาร์โค้ด เปิดเผยว่า พวกเขารู้สึกว่า ถึงเวลาแล้วที่บาร์โค้ดควรจะมีหน้าตาที่ดีขึ้น เพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับหีบห่อสินค้า และเพื่อเป็นอีกช่องทางในการสื่อสารกับผู้บริโภค ทั้ง 3 จึงช่วยกันออกแบบลุคใหม่ๆ ให้กับบาร์โค้ดถึง 200 แบบด้วยกัน แล้วนำเสนอบาร์โค้ดโฉมใหม่เหล่านั้นไปยัง บริษัทผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ในญี่ปุ่น
ผ่านไปไม่นานบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ยี่ห้อหนึ่งในญี่ปุ่นก็ซื้อไอเดียของพวกเขา และรับเอาบาร์โค้ดฉบับเปลี่ยนลุคแล้วนี้ ไปโชว์ตัวเป็นครั้งแรกบนฉลากเครื่องดื่มแบรนด์ต่างๆ ของบริษัท
แต่ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตใหม่ที่สดใสกว่าเดิมของบาร์โค้ดยังไม่จบแค่นั้น ล่าสุดปรากฏการณ์ เรารักบาร์โค้ด นั้นได้แพร่ไปยังอีกหลายๆ ประเทศ ทำให้บรรดาบาร์โค้ดทั่วโลกมีความสุขกับชีวิตใหม่ในรูปแบบต่างๆ ก็มันทั้งดีขึ้น หรูขึ้น สวยขึ้น และไฮเทคขึ้นกว่าเดิมเป็นไหนๆ
ตามไปดูกันเลยดีกว่าว่าบาร์โค้ดยุคปรับลุคนี้จะมีโฉมหน้า และความสามารถที่เปลี่ยนไปแค่ไหน และ อย่างไรกันบ้าง
มือถือ: สื่อกลางระหว่างบาร์โค้ดกับผู้บริโภค
นอกจากนักออกแบบจะหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของการเปลี่ยนลุคให้กับบาร์โค้ดแล้ว นักการตลาดจำนวนไม่น้อยก็หันมามองบาร์โค้ดในมุมใหม่ จากที่เคยเห็นบาร์โค้ดเป็นเพียงระบบเช็คสต็อกและเก็บข้อมูลสินค้าสำหรับธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ทุกวันนี้นักการตลาดเริ่มหันมาคิดหาวิธีใหม่ๆ ที่จะนำบาร์โค้ดมาประยุกต์ใช้ในระดับ B2C เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคมากขึ้น โดยใช้มือถือเป็นสื่อกลาง
ปัจจุบัน บาร์โค้ดกับโทรศัพท์มือถือ จึงได้ฤกษ์เซ็นต์สัญญาทำงานร่วมกันแบบ Joint Venture ตลอดชีพเพื่อให้บริการด้านข้อมูลที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ผ่านบริการรูปแบบต่างๆ เช่น
ญี่ปุ่น: Amazon ScanSearch
ความก้าวล้ำของเทคโนโลยีบนมือถือในประเทศญี่ปุ่นเป็นที่รับรู้กันดีว่าไปไกลขนาดไหน ทุกวันนี้ นอกจากโทรศัพท์มือถือของชาวแดนอาทิตย์อุทัยจะเพียบพร้อมไปด้วยฟังก์ชั่นพื้นฐาน เช่น กล้องดิจิตัล MP3 GPRS Bluetooth และ เครื่องมือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแล้ว กว่า 27% ของโทรศัพท์มือถือในญี่ปุ่นยังมีฟังก์ชั่นสแกนบาร์โค้ดเพิ่มขึ้นอีกด้วย (ข้อมูลจากสถิติของ eMarketer) โดยเครื่องสแกนบาร์โค้ดจะทำงานผ่านกล้องดิจิตัลในมือถือ ด้วยการส่งข้อมูลไปยังโปรแกรมอ่านบาร์โค้ดที่ลงไว้ในเครื่อง เพื่อตรวจสอบข้อมูลและราคาของสินค้าที่ต้องการจากฐานข้อมูลของผู้ให้บริการต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์ อย่างเช่น Amazon.co.jp ที่ให้บริการด้านข้อมูลและราคาของสินค้าประเภทหนังสือ และ ซีดี รวมทั้งยังให้บริการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทางมือถือได้เลยด้วย
อเมริกา: ScanBuy
ส่วนในสหรัฐอเมริกานั้น แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดตัวมือถือที่มีฟังก์ชั่นสแกนบาร์โค้ดอย่างเป็นทางการ แต่ผู้ให้บริการต่างๆ ก็ไม่ละความพยายามที่จะนำเทคโนโลยีเดียวกันนี้มาใช้ แถมยังทำให้ผู้บริโภคใช้ได้ง่าย ๆ ด้วย เพราะเพียงถ่ายภาพบาร์โค้ดของสินค้าที่สนใจแล้วส่งอีเมล์ หรือ MMS ไปยังศูนย์ข้อมูลของผู้ให้บริการ อย่างเช่น PriceGrabber และ Amazon ผู้บริโภคก็จะได้รับข้อมูลสินค้า ราคา สถานที่จำหน่าย ส่งกลับมาในรูปแบบของ SMS ในเวลาเพียงไม่ถึงนาที นอกจากนั้น ว่ากันว่า PriceGrabber ยังมีบริการเปรียบเทียบราคาสินค้าชิ้นเดียวกันจากร้านต่างๆ รวมทั้งเสนอข้อมูล และ แผนที่ไปยังร้านที่ให้ราคาต่ำที่สุดอีกด้วย ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อของที่อยากได้ในราคาที่ถูกที่สุด โดยไม่ต้องเดินเทียบราคาด้วยตัวเอง ยินดีต้อนรับสู่สวรรค์ของนักช้อปยุค 2006!
สิงคโปร: Tagit Mobile Service
ล่าสุดมีรายงานว่านับแต่นี้ไปโนเกียจะนำซอฟท์แวร์ที่ให้บริการเกี่ยวกับโค้ดของ Tagit บริษัทผู้เชี่ยวชาญเรื่องการผลิตโค้ดของสิงคโปร์ ไปบรรจุไว้เป็นอีกหนึ่งฟังก์ชั่นหลักของมือถือโนเกียในสิงคโปร์และอินเดีย รวมทั้งจะจับมือกับ Sistic หรือ Thai Ticket Master บ้านพี่สิงค์ฯ เพื่อทำให้ชีวิตชาวสิงค์ฯ ง่ายขึ้นอีก (ไม่รู้จะง่ายไปถึงไหน) ในการสั่งจอง และ รับบัตรเข้าชมการแสดงต่างๆ ได้จากมือถือ ในรูปของบาร์โค้ดทาง MMS ซึ่งแหล่งข่าวของโนเกียรายงานว่าฟังก์ชั่นดังกล่าวกำลังจะเข้าสู่ตลาดมือถือของเกาหลีใต้ จีน และ ยุโรปในเร็วๆ นี้ (ไม่คิดจะแวะมาที่เมืองไทยกันบ้างเลยหรือ?)
--------------------------------------------------------------------------------------กรอบ----------------------------------------------------------------------------------
ใครใช้มือถือเข้าเน็ตยกมือขึ้น
สถิติของ Cellular Telecommunications & Internet Association (CTIA) และ Mobile Marketing Association (MMA) ระบุว่า ปัจจุบันมีโทรศัพท์มือถือมากถึง 1.9 พันล้านเครื่องทั่วโลก ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าโทรทัศน์และเครื่องคอมพิวเตอร์รวมกัน และคาดว่าในปี 2008 นั้นจะมีโทรศัพท์มือถือจำนวนมากถึง 600 ล้านเครื่องที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้
สถิติยังระบุเพิ่มอีกว่า ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกามีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพียง 12% เท่านั้นที่ใช้อินเทอร์เน็ตทางมือถือ ในขณะที่ในญี่ปุ่นนั้นตัวเลขสูงถึง 76% ของผู้ใช้ทั้งหมด
Barcode Make-Over
และหากบาร์โค้ดแบบขีดๆ เส้นๆ ที่ใช้อยู่ยังดูเชยๆ ไม่อินเทรนด์ทันสมัยถึงใจล่ะก็ ปัจจุบันยังมีหลายต่อหลายบริษัทที่พยายามแปลงโฉม โมดิฟายด์ และ เมกโอเวอร์ ให้บาร์โค้ดทั้งเฉียบคมขึ้นในด้านดีไซน์ และพัฒนาขึ้นในทางเทคโนโลยีไปพร้อมๆ กัน โดยแต่ละเจ้าก็นำเสนอผลงานของตนเองในรูปแบบ และ ชื่อ ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น QR Code UpCode ColorCode ShotCode ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะต่างกันที่ความจุข้อมูล และ รูปแบบของการเข้ารหัสแล้ว ยังมีรูปลักษณ์ที่เก๋ไก๋ต่างกันไปในแบบของตัวเองอีกด้วย
QR Code
เป็นบาร์โค้ดลักษณะหนึ่งที่ได้รับการศัลยกรรมให้ดูดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในรูปแบบลายเส้น และ ลายจุด สีขาว-ดำ ข้อดีคือสามารถบันทึกข้อมูลได้ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ทำให้เก็บข้อมูลไว้ได้มากกว่าบาร์โค้ดทั่วๆ ไป ซึ่งในญี่ปุ่นนั้น QR Code นี้แพร่หลายไปมากถึงขนาดมีสถิติระบุมาแล้วว่า จำนวนผู้ใช้มือถือที่มีซอฟท์แวร์อ่านโค้ดชนิดนี้มีมากถึงกว่า 30 ล้านรายเลยทีเดียว
UpCode
เป็น QR Code รูปแบบหนึ่งซึ่งใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในแวดวงหนังสือพิมพ์ของประเทศฟินแลนด์ โดย UpCode กลายทางออกใหม่ของบก. ยุคไอที ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหนังสือพิมพ์ของตนด้วยการให้บริการเสริมที่หนังสือพิมพ์ทั่วไปทำไม่ได้ เช่น ใช้ UpCode นำไปสู่คลิปวิดีโอข่าว และ ข้อมูลอัพเดทกระดานหุ้น สำหรับผู้อ่านยุคดอทคอม
mCode
เป็นรูปแบบหนึ่งของโค้ดที่ใช้อยู่ในอเมริกา ซึ่งเป็นโค้ดลายจุดลักษณะคล้าย QR Code ที่สามารถแฝงตัวอยู่ในรูปของตัวอักษร ตัวเลข โลโก้ รูปภาพ หรือแม้กระทั่งสโลแกน ทำให้โลโก้และข้อความบนพื้นที่เล็กๆ เช่นป้ายบอกทาง นามบัตร และหัวจดหมายมีอานุภาพทางการสื่อสารมากขึ้น
ShotCode
เป็นโค้ดที่ออกแบบมาเพื่อบันทึก URL ของเว็บไซต์ต่างๆ โดยเฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทางมือถือซึ่งไม่ค่อยยอมเข้าเว็บที่มี URL ยาวๆ เพราะขี้เกียจพิมพ์จากแป้นโทรศัพท์มือถือที่นับวันจะมีขนาดเล็กลงทุกวัน
ColorCode
เพราะเป็นโค้ดสี่สีที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับระบบสีของหน้าจอโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ ColorCode จึงถูกใช้อย่างแพร่หลายในวงการโทรทัศน์ของเกาหลีและญี่ปุ่นเพื่อลดต้นทุนในการซื้อสื่อที่นับวันการแข่งขันและราคาจะมีแต่สูงขึ้นเรื่อยๆ
Neoms PaperClick Code
โค้ดที่สามารถซ่อนไว้ในรูปแบบของตัวอักษรต่างๆ ที่พิมพ์โดยคอมพิวเตอร์ ทำให้ข้อความสั้นๆ ตามนามบัตร สโลแกน ป้ายร้านค้า บ้านเลขที่ หรือ ป้ายทะเบียนรถนั้น สามารถบรรจุข้อมูลจำนวนมากไว้ได้ โดยไม่ต้องง้อพื้นที่อีกต่อไป
แต่รูปแบบของโค้ดที่เด็ดสุดในด้านดีไซน์นั้น ต้องยกให้กับ Edoc Laundry
Edoc (หรือ Code สะกดกลับหลังนั่นเอง) คือเสื้อผ้าที่ผลิตขึ้นจากใยสังเคราะห์แบบใหม่ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลดิจิตัลได้ ทำให้เสื้อผ้าแต่ละตัวสามารถบรรจุข้อมูล หรือ รหัสลับส่วนตัวเอาไว้ได้ เรียกว่าเป็นวิธีใหม่ในการส่งสารลับของนินจายุค 2006 อย่างแท้จริง
--------------------------------------------------------------------------------กรอบ-----------------------------------------------------------------------------------------
ประวัติชีวิตของสิ่งที่เรียกว่า บาร์โค้ด
บาร์โค้ดเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ปีค.ศ. 1952 โดยฝีมือการคิดประดิษฐ์ของ Norman Joseph Woodland และ Bernard Silver สองศิษย์เก่าของ Drexel Institute of Technology ในเมืองฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา โดยบาร์โค้ดชนิดแรกที่ทั้งสองผลิตขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นลายเส้นอย่างที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน หากแต่มีลักษณะคล้าย แผ่นปาเป้า ที่ประกอบด้วยวงกลมสีขาวซ้อนกันหลายๆ วง บนพื้นหลังสีเข้ม
แรงบันดาลใจในการคิดสร้างสรรค์ครั้งนี้ ว่ากันว่ามาจากการที่ นาย Bernard Silver ซึ่งขณะนั้นยังเป็นนักศึกษาอยู่ เกิดบังเอิญไปได้ยินประธานบริษัทค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภครายหนึ่งในเมืองฟิลาเดลเฟีย ปรึกษากับ คณบดี ว่าทางมหาวิทยาลัยน่าจะส่งเสริมให้มีการทดลองเกี่ยวกับระบบจัดเก็บและอ่านข้อมูลสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจค้าปลีกในการทำสต็อก เคราะห์ดีที่นาย Bernard นั้นไม่ได้ฟังแบบเข้าหูขวาทะลุหูซ้าย แต่นำสิ่งที่ได้ยินกลับมาครุ่นคิด และ ชักชวนให้ศิษย์ผู้พี่ Norman Joseph Woodland มาร่วมกันทำฝันให้เป็นจริง
ทั้งสองพยายามทดลองกันอยู่นานหลายปี จึงให้กำเนิดบาร์โค้ดในรูปแบบ แผ่นปาเป้า ดังกล่าวขึ้นในปี 1952 แต่ว่าผลงานครั้งนั้นก็ยังไม่โดนใจทั้งสองเท่าที่ควร
บาร์โค้ดค่อนข้างจะมีชีวิตที่รันทดพอสมควรทีเดียวในระยะแรกๆ เพราะกว่าวงการธุรกิจอย่าง The National Association of Food Chains หรือ NAFC จะให้ความสนใจกับบาร์โค้ดที่ทั้งสองผลิตขึ้นเวลาก็ผ่านไปถึง 14 ปี ทีเดียว แถมผู้ผลิตทั้งสองก็ไม่ได้รับผลตอบแทนมากเท่าที่ควรจากสิ่งประดิษฐ์ที่ต่อมากลายได้มาเป็นปรากฏการณ์ทางเทคโนโลยีแห่งอนาคต มิหนำซ้ำ นาย Bernard Silver เองก็เสียชีวิตลงเสียก่อนในปี 1962 โดยไม่ทันได้เห็นความสำเร็จครั้งแรกของตัวเองอีกด้วย
ในปี 1967 ร้านค้าปลีกในเครือ Kroger ที่เมืองซินซินนาติ ก็นำเอาระบบบาร์โค้ดแบบ แผ่นปาเป้า ไปใช้เป็นแห่งแรกของโลก
ในปี 1973 IBM รับ Norman Joseph Woodland เข้าเป็นพนักงาน และ ส่ง George J. Laurer เข้าช่วยพัฒนาบาร์โค้ดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบ UPC หรือ Universal Product Code ที่ยังคงใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกาถูกพัฒนาขึ้น โดยนาย George ในปีเดียวกันนี้
เครื่องสแกนบาร์โค้ดเครื่องแรกที่ถูกผลิตขึ้นโดยบริษัท NCR ถูกติดตั้งและใช้งานเป็นครั้งแรกในโลกที่ Marshs ซูเปอร์มาร์เก็ต ในเดือนมิถุนายน ปี 1974 และ ในวันที่ 26 เดือนนั้น หมากฝรั่ง Wrigley's Juicy Fruit ขนาดถุงละ 10 ห่อก็กลายเป็นสินค้าชิ้นแรกในโลกที่ถูกสแกนบาร์โค้ด เพราะมันเป็นสินค้าชิ้นแรกที่ถูกหยิบขึ้นจากรถเข็นของลูกค้าคนแรกของร้านในวันนั้น
ทุกวันนี้เราสามารถไปยลโฉมเจ้าหมากฝรั่งห่อที่ว่านี้ได้ที่ Smithsonian National Museum of American History ในรัฐวอชิงตัน ดี.ซี.
ปัจจุบันบาร์โค้ดแบบเดิมไม่ได้ถูกใช้ในวงการค้าปลีกและค้าส่งเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายออกไปสู่วงการอื่นๆ อีกด้วย เช่น บริษัทรถเช่าก็ติดบาร์โค้ดไว้ที่กันชนรถ เพื่อใช้ในการจัดการข้อมูลของรถแต่ละคัน สายการบินต่างๆ ก็ใช้บาร์โค้ดจัดการกับกระเป๋าและสัมภาระของผู้โดยสาร นักอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าก็นำบาร์โค้ดเล็ก ๆ ไปติดไว้ที่สัตว์แต่ละตัวเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของมัน NASA เองก็ยังใช้บาร์โค้ดในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับชิ้นส่วนของกระสวยอวกาศที่ต้องการการซ่อมบำรุงหลังจากการบินแต่ละครั้ง และแม้แต่วงการนางแบบเองก็ยังนำบาร์โค้ดไปปั้มไว้บนผิวของนางแบบแต่ละคนเพื่อเก็บข้อมูลว่า ใครจะต้องเดินเป็นลำดับที่เท่าไหร่ แต่งหน้าอย่างไร ใส่ชุดไหน และ ทำผมอย่างไร
ธุรกิจ DIY Code อีกช่องทางที่น่าสนใจของนักลงทุน
เมื่อการสื่อสารผ่านโค้ดกลายเป็นอีกช่องทางสำคัญของมนุษย์ยุคมือถือไปแล้ว จึงไม่แปลกที่ธุรกิจ DIY Code ย่อมต้องเติบโตขึ้นด้วยเป็นเงาตามตัว เพราะในเมื่อธุรกิจต่างๆ พากันใช้โค้ดเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสื่อสารกับผู้บริโภคแล้ว มีหรือที่ผู้บริโภคจะไม่ต้องการสร้างโค้ดของตัวเองขึ้นมาเพื่อใช้ในการสื่อสารระหว่างกันเองบ้าง ไปดูกันว่าธุรกิจ DIY Code เขาไปถึงไหนกันแล้วในตลาดโลก
KoolTag
ธุรกิจ DIY แขนงใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานในโลกออนไลน์ โดย Tagit แห่งสิงคโปร์ ที่เปิดให้ผู้บริโภคยุคไอทีสามารถสร้าง KoolTag หรือ QR Code ของตัวเองได้ฟรี โดยทางบริษัทหวังว่า KoolTag จะกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสารหลักของวัยรุ่นในอนาคต
SemaCode
ผู้ผลิต QR Code แบรนด์หลักของแคนาดา เปิดตัว:
- Semacode Software Development Kit ที่ทำให้ใครๆ ก็สามารถสร้าง QR Code ได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง
- Semapedia บริการที่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง SemaCode กับ Wigipedia หรือเว็บไซต์ที่ให้บริการสารานุกรมออนไลน์โดยไม่คิดค่าบริการ ได้สร้างโค้ดเพื่อลิงค์ไปยังข้อมูลที่อธิบายเกี่ยวกับสถานที่และสิ่งที่ต้องการ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ระบบฐานข้อมูลทางการศึกษา และการท่องเที่ยว ไปกันได้ดีกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้อีกขั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศสนใจจะนำไปใช้ไหมเอ่ย?
- Semacode T-Shirt Kit ชุดทำเสื้อยืดลายสกรีน Semacode สำหรับลิงค์ไปยัง Blog ของตัวเอง โปรโมชั่นนี้ในช่วงเริ่มต้นเปิดขายให้กับบรรดา Blogger ที่ต้องการขยายฐานผู้อ่านโดยเฉพาะ
โอกาสทางการตลาดที่มาพร้อมวิวัฒนาการใหม่ของบาร์โค้ด
เมื่อได้เห็นรูปแบบที่หลากหลาย หน้าตาที่ลงตัว และ ความสามารถที่พัฒนาขึ้นของโค้ดเหล่านี้แล้ว คำถามก็มีอยู่ว่า แล้วเราจะได้ประโยชน์อย่างไรกันบ้างจากโค้ดเหล่านี้?
คำตอบก็คือ โค้ดจะกลายเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการสื่อสารการตลาดยุคดิจิตัล เพราะเช่นเดียวกับบาร์โค้ดแบบดั้งเดิม โค้ดแบบใหม่ทุกชนิดได้รับการออกแบบให้นำไปใช้งานได้อย่างง่ายดายที่สุด โดยสามารถนำไปพิมพ์หรือติดลงบนทุกพื้นผิว ไม่ว่าจะเป็น กระดาษ ฟอยล์ พลาสติก ไม้ สติ๊กเกอร์ ผ้า หรือ แม้กระทั่งทำเป็นไฟล์ดิจิตัลเพื่อฉายบนจอคอมพิวเตอร์ หรือ จอโทรทัศน์ และสามารถถอดรหัสได้ง่ายๆ ด้วยซอฟท์แวร์อ่านโค้ด ซึ่งนำไปลงไว้ได้ในมือถือทุกระบบ โดยผู้บริโภคเพียงแค่ใช้กล้องในมือถือถ่ายภาพโค้ดดังกล่าว ซอฟท์แวร์ก็จะถอดรหัส แล้วลิงค์โทรศัพท์มือถือเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยังเว็บไซต์ ลิงค์ และ ข้อมูลที่ต้องการได้ในทันที
โค้ดจึงกลายเป็นประตูใหม่สู่การสื่อสารระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพและไร้ขอบเขต เป็นสื่อกลางที่ใช้พื้นที่ไม่มาก แต่สามารถนำผู้บริโภคไปยังข้อมูลจำนวนมหาศาลตามที่ผู้ผลิตต้องการได้อย่างง่ายๆ โดยสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย
หากยังนึกภาพไม่ออก ลองดูตัวอย่างไอเดียดีๆ ในการนำโค้ดเหล่านี้ไปใช้
- พิมพ์ลงบนหีบห่อเพื่อนำไปสู่ข้อมูลเพิ่มเติมด้านโภชนาการ สูตรอาหาร และ สุขภาพอนามัยสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค
- พิมพ์โค้ดไว้ในฉลากยาเพื่อให้ข้อมูลวิธีใช้ยา พร้อมคำแนะนำจากแพทย์
- พิมพ์ลงบนโปสเตอร์โฆษณากลางแจ้งเพื่อนำไปสู่ คลิปโฆษณา คูปองลดราคา แผนที่ร้านค้า ฯลฯ
- พิมพ์ลงบนปกเทป ซีดี และ ดีวีดี เพื่อนำไปสู่ตัวอย่างมิวสิควีดีโอ พรีวิวภาพยนตร์ และข้อมูลการแสดงคอนเสิร์ต
- พิมพ์ลงบนโปสเตอร์คอนเสิร์ตเพื่อลิงค์ไปสู่เว็บจองบัตร
- พิมพ์ลงบนประกาศขาย เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า เช่น คลิปวีดีโอพาชมอสังหาริมทรัพย์ หรือ รถยนต์ที่ประกาศขาย
- พิมพ์ลงบนป้ายสถานที่สำคัญๆ เพื่อให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
- พิมพ์ไว้ในนามบัตรเพื่อให้สามารถโทรศัพท์ ส่งSMS MMS และ อีเมล์ ได้โดยไม่ต้องพิมพ์หมายเลข หรือ อีเมล์แอดเดรส
- พิมพ์โค้ดไว้ในโลโก้ของอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำผู้ใช้ไปสู่คู่มือการใช้งาน และ บริการหลังการขาย
- พิมพ์โค้ดไว้ในโลโก้ร้าน เพื่อนำผู้ที่สนใจไปยังหมายเลขโทรศัพท์ถามทาง และ แผนทีออนไลน์
- พิมพ์โค้ดไว้ในหมายเลขรถเมล์แต่ละสาย เพื่อเรียกดูแผนที่เดินรถได้จากป้ายรถเมล์
- ใส่โค้ดไว้ในป้ายทะเบียนรถเพื่อเรียกดูประวัติการขับขี่
- ใส่โค้ดไว้ใต้ภาพถ่ายแฟชั่นในนิตยสารเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับดีไซเนอร์ ราคา การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ และแม้แต่คลิปแฟชั่นโชว์เปิดตัวคอลเล็คชั่นนั้นๆ
- ใช้บาร์โค้ดบนบรรจุภัณฑ์เป็นสื่อในการร่วมสนุกชิงโชคโดยไม่ต้องส่งฉลากสินค้าหรือไปรษณียบัตร
- ใช้บาร์โค้ดเป็นสื่อสำหรับผู้บริโภคในการติดต่อกลับไปยังผู้ผลิตสินค้า เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม ร้องเรียน และ ขอรับบริการหลังการขาย
- ใช้โค้ดบรรจุข้อมูลของผู้เล่นเกมออนไลน์
- สกรีนโค้ดลงบนเสื้อยืด เพื่อทำให้ใครก็สามารถทำตัวเป็นสื่อโฆษณาเคลื่อนที่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งสื่อโฆษณาหลัก
- ฉายโค้ดบนจอโทรทัศน์ในรายการเรียลลิตี้ เพื่อทำให้ SMS โหวตคะแนนได้สะดวกรวดเร็วกว่าเดิม
ด้วยข้อเสนอหลากหลาย ที่แสนจะสะดวกสบาย และง่ายดายอย่างนี้ มีหรือที่โค้ดเหล่านี้จะไม่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากแวดวงมนุษย์ยุคดิจิตัล ที่ไม่ว่าจะไปไหน ก็ขอพกไปเพียงตัว กับ โทรศัพท์มือถือเท่านั้น
Its called Infolust
กระแสการใช้ประโยชน์จากบาร์โค้ด และ โค้ดในรูปแบบอื่นๆ เพื่อป้อนข้อมูลอัตโนมัติให้กับลูกค้านั้น บริษัทให้คำปรึกษาด้านพฤติกรรมผู้บริโภค TRENDWATCHING.COM กล่าวว่า คือปรากฏการณ์ที่เกิดจากพฤติกรรมที่ทางบริษัทตั้งชื่อว่า Infolust ซึ่งเป็นอาการที่พบเห็นได้มากในผู้บริโภคยุคปัจจุบัน นั่นคือมีความต้องการและอัตราการบริโภคข้อมูลต่างๆ สูงกว่าเดิมมาก ทำให้การหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ นั้นกลายเป็นความหมกมุ่นที่หยุดไม่ได้ของชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว ผู้บริโภคยุคนี้จึงต้องการรับข้อมูล(ที่ต้องการ)ในอัตราที่เร็วกว่าแสง และเพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าว เทคโนโลยี Code-and-Know จึงเกิดขึ้น
หากมีโอกาสได้เห็นชีวิตใหม่ของโค้ดที่ได้รับการพัฒนาไปไกล และถูกนำมาประยุกต์ใช้งานได้อย่างหลากหลายขนาดนี้ ดาวินชี่คงต้องถึงกับน้ำตาไหลพรากเป็นแน่แท้... |